ภาพยนตร์เกาหลี Exhuma ทำยอดผู้ชมทะลุ 10 ล้าน: มูซกและฮวงจุ้ยเข้าสู่จอหนังกระแสหลักได้อย่างไร
ยอดขายบัตร 10 ล้านใบทำให้เรื่องที่ผู้ชมบางคนอาจไม่คุ้นเคยดูเหมือนเป็นหัวข้อสำคัญขึ้นมาทันที ภายในวันที่ 24 มีนาคม หรือวันที่ 32 ที่ฉายในโรงภาพยนตร์เกาหลี Exhuma ก็ทำยอดทะลุหลักดังกล่าว หนังสยองขวัญที่หยิบเรื่องมูซกเกาหลีมาใช้กลายเป็นปรากฏการณ์ในตลาดวงกว้าง ขั้นต่อไปที่ชวนให้คิดคือ การมองจำนวนผู้ชมเป็นคำตัดสินต่อความเชื่อที่หนังนำเสนอ
การตีความแบบนั้นทำให้ตัวเลขตั๋วต้องตอบคำถามมากเกินไป คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ หนังทำให้พิธีกรรม ภาระที่สืบทอดกันมา และอัตลักษณ์ร่วมสมัย กลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมพูดคุยกันได้อย่างไร Exhuma เปิดทางเข้าสู่หัวข้อเหล่านี้ผ่านตัวละครและความขัดแย้งในเรื่อง ความสำเร็จทางการค้าบอกขนาดของการพบกันครั้งนี้ แต่ยังไม่ได้บอกเหตุผลที่แต่ละคนตัดสินใจซื้อตั๋ว
เริ่มจากดูว่าเหตุการณ์สำคัญนี้วัดอะไร
บทสัมภาษณ์ผู้กำกับจางแจฮยอนโดยสำนักข่าวยอนฮัปเมื่อ 21 มีนาคม ระบุวันเข้าฉายเป็น 22 กุมภาพันธ์ จางกล่าวถึงการประชาสัมพันธ์ เคมีระหว่างนักแสดง และจังหวะการเข้าฉายว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หนังประสบความสำเร็จ พร้อมบอกว่าเขาตั้งใจมอบประสบการณ์ความบันเทิงในโรงภาพยนตร์ให้ผู้ชม นี่คือคำอธิบายของผู้สร้าง ไม่ใช่การแยกทดสอบเพื่อพิสูจน์สาเหตุแต่ละข้อ ยอดเข้าชมทะลุ 10 ล้านเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม
จำนวนครั้งที่เข้าชมรอบฉาย นับจำนวนครั้งที่มีคนเข้าชมรอบฉาย ไม่ควรเปลี่ยนความหมายไปเป็นผู้ศรัทธาที่แตกต่างกัน 10 ล้านคน ผู้ปฏิบัติพิธี 10 ล้านคน หรือคน 10 ล้านคนที่เชื่อหนัง การเข้าชมซ้ำมีความหมายต่างจากคำตอบแบบสำรวจ และการซื้อตั๋วไม่ได้เผยเหตุผลของผู้ชม ความอยากรู้ ความชอบหนังสยองขวัญ ความสนใจในนักแสดง หรือการจำเนื้อหาทางวัฒนธรรมได้ ล้วนเป็นเหตุผลที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่ใช่ข้อค้นพบเกี่ยวกับผู้ชมกลุ่มนี้
การแยกประเด็นยังช่วยไม่ให้รีบสรุปว่าเกิดการฟื้นตัวของความเชื่อทางจิตวิญญาณ หากจะยืนยันว่าการปฏิบัติในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป เราต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมนอกโรงภาพยนตร์ ยอดขายบัตรบอกไม่ได้ว่าหลังดูหนังแล้วมีใครไปขอคำปรึกษา ทบทวนธรรมเนียมในครอบครัว หรือเพียงแค่สนุกกับการดูหนังในคืนนั้น
หมอผีในเรื่องถูกวาดให้เป็นคนทำงานคนหนึ่ง
บทสัมภาษณ์วันที่ 27 มีนาคม ซึ่งคณะกรรมการภาพยนตร์เกาหลีเผยแพร่ซ้ำและระบุว่าเป็นบทจากนิตยสาร Cine21 เปิดมุมมองต่อภาพตัวละครได้เฉพาะเจาะจงขึ้น คิมโกอึนเล่าว่าเธอแสดงเป็นฮวาริม หมอผีผู้ทำงานอย่างภาคภูมิใจในอาชีพและยังมีชีวิตส่วนตัวธรรมดา เธอศึกษาจากการพูดคุยและสังเกตหมอผีตัวจริง บทสัมภาษณ์ยังพูดถึงการนำภาพลักษณ์ร่วมสมัยมาวางคู่กับการแสดงพิธีกรรม
ข้อมูลนี้บอกถึงการเตรียมตัวของนักแสดงและการตัดสินใจของทีมสร้าง ช่วยให้เราเข้าใจบรรยากาศที่ผู้สร้างต้องการ โดยไม่ได้ทำให้ตัวละครในหนังเป็นตัวแทนของผู้ประกอบพิธีทุกคน การค้นคว้าเพื่อการแสดงกับการวิจัยเพื่ออธิบายประชากรกลุ่มหนึ่งตอบคำถามคนละแบบ
การวางกรอบให้เป็นอาชีพก็น่าพิจารณาด้วยตัวมันเอง เมื่อตัวละครมีงาน ผู้ชมก็อาจมองผ่านความชำนาญ ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แทนที่จะถามเพียงว่าคำอธิบายเหนือธรรมชาตินั้นจริงหรือไม่ เราอาจถามว่าเธอสังเกตอะไร คนอื่นตัดสินใจเชื่อใจเธอจากอะไร และความเชี่ยวชาญมองเห็นได้ตรงไหน นี่เป็นคำถามสำหรับอ่านภาพตัวละคร แม้ผู้ชมจะไม่ได้ยอมรับสมมติฐานของเรื่องก็ตาม
แยกพิธีกรรมออกจากสถานที่
เราพูดถึงการที่หนังวางมูซกเกาหลี แนวคิดพุงซูหรือฮวงจุ้ยเกาหลี และความกังวลเรื่องบรรพบุรุษไว้ด้วยกันได้ โดยไม่ต้องรวมทั้งหมดให้กลายเป็นระบบเดียว การกระทำในพิธี การตีความสถานที่ และหน้าที่ต่อผู้ล่วงลับเป็นเนื้อหาคนละประเภท เมื่อเรื่องเล่านำมาอยู่ใกล้กัน ก็ไม่ได้แปลว่าวิธีการหรือความหมายเหมือนกัน
หากอ่านในฐานะงานเล่าเรื่อง ลองดูว่าแต่ละอย่างทำหน้าที่อะไร พิธีกรรมจัดระเบียบการพบกันผ่านการกระทำและบทบาท สถานที่ทำให้ปัญหามีที่มาที่ไป ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนความกังวลเรื่องบรรพบุรุษเชื่อมการตัดสินใจในปัจจุบันเข้ากับผู้ที่ไม่อาจตอบโต้ได้ นี่คือวิธีพิจารณาการเล่าเรื่อง ไม่ใช่ข้ออ้างว่าพิธีหรือสถานที่แห่งหนึ่งก่อผลเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว
สำหรับผู้ชมที่อยากศึกษาเพิ่มเติม การแยกคำถามเหล่านี้เป็นขั้นแรกที่ใช้ได้จริง รายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงต้องอาศัยแหล่งข้อมูลคนละแบบกับข้อกล่าวอ้างเรื่องภูมิทัศน์ การรู้ชื่อธรรมเนียมหนึ่งอย่างไม่ได้ให้สิทธิ์เราเอากฎของมันไปใช้กับทุกฉากที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางจิตวิญญาณ
อัตลักษณ์ร่วมสมัยเป็นการอ่านหนัง ไม่ใช่จำนวนคน
บทสัมภาษณ์ของคณะกรรมการภาพยนตร์เกาหลีฉบับเดียวกันเชื่อมงานสร้างกับคำถามเรื่องอัตลักษณ์เกาหลี โดยพูดถึงชื่อที่เกี่ยวข้องกับนักต่อสู้เพื่อเอกราช และประโยคที่ฮวาริมยืนยันว่าตนเป็นคนเกาหลี นี่เป็นจุดที่เห็นได้ชัดสำหรับพิจารณาว่าหนังวางตัวละครไว้ในกรอบความเป็นชาติอย่างไร
ในบทสัมภาษณ์ของ Korea Times เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ จางอธิบายว่าเขาเชื่อมการขุดสุสานกับบาดแผลจากจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นในเกาหลี รายงานเล่าถึงเรื่องราวที่พาหมอผีสองคน นักดูฮวงจุ้ย และสัปเหร่อไปยังสุสานบรรพบุรุษ มิติทางประวัติศาสตร์จึงมาจากเจตนาที่ผู้กำกับระบุไว้ ไม่ใช่ความหมายที่ผู้วิจารณ์ภายหลังเป็นผู้กำหนด
การตีความอาจตั้งคำถามว่าตัวเลือกเหล่านี้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างงานส่วนบุคคลกับความทรงจำร่วมอย่างไร การเน้นอัตลักษณ์เปลี่ยนวิธีที่ผู้ชมเข้าใจความรับผิดชอบหรือไม่ ทำให้อดีตดูเหมือนยังมีผลอยู่ แทนที่จะเป็นฉากหลังหรือเปล่า คำถามเหล่านี้เป็นการอ่านตัวหนัง ไม่ควรเขียนแทนปฏิกิริยาของผู้ชมทุกคน
กรอบความเป็นชาติก็ไม่ควรทำให้ตัวละครกลายเป็นคำอธิบายที่ครบถ้วนของอัตลักษณ์เกาหลี หนังเสนอข้อคิดเห็นหนักแน่นได้ผ่านการเลือกบางเรื่องมานำเสนอ ความกระชับเข้มข้นเป็นส่วนหนึ่งของพลังทางการแสดงออก หน้าที่ของผู้วิจารณ์คือชี้ให้เห็นทางเลือกที่ก่อให้เกิดข้อคิดเห็นนั้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมที่อ่านต่างออกไป
การแสดงที่น่าเชื่อมีความจริงในแบบของมัน
เมื่อการแสดงพิธีกรรมดูน่าเชื่อ การตัดสินหลายอย่างอาจถูกมัดรวมกัน นักแสดงอาจรักษาสมาธิของตัวละคร ฉากอาจสมเหตุสมผลภายในเรื่อง ผู้ชมอาจจำรายละเอียดบางอย่างได้ แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ได้ทดสอบด้วยตัวเองว่าพิธีกรรมเปลี่ยนเหตุการณ์นอกจอได้หรือไม่
การแยกการตัดสินเหล่านี้ไม่ได้ลดคุณค่าการแสดง กลับทำให้คำชมเจาะจงขึ้น เราพูดถึงความตั้งใจทางร่างกาย ความต่อเนื่องของเรื่อง หรือการแสดงความมั่นใจในอาชีพได้ โดยไม่ต้องให้นักแสดงพิสูจน์ข้อเสนอทางอภิปรัชญา เช่นเดียวกัน การชอบฉากหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมต้องรับเอาการปฏิบัติที่หนังนำเสนอมาใช้
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความอยากรู้ทางวัฒนธรรมที่ดีกว่าการมองโรงหนังเป็นพื้นที่เปลี่ยนศรัทธา หรือเป็นการเปิดโปงความงมงาย หนังทิ้งคำถามปลายเปิดไว้ได้หลังเครดิตจบ มีอะไรที่แต่งขึ้นเพื่อเรื่องนี้ รายละเอียดไหนตามรอยไปยังแหล่งข้อมูลได้ และผู้ปฏิบัติจริงจะอธิบายต่างออกไปอย่างไร
หลังหนังประสบความสำเร็จ ควรคุยอะไรกันต่อ
ตอนนี้ความสำเร็จที่มีข้อมูลรองรับนั้นชัดเจนและเฉพาะเจาะจง: หนังที่หยิบเนื้อหาเหล่านี้มาใช้มียอดเข้าชมในเกาหลีถึง 10 ล้านครั้ง ความสำเร็จทำให้การนำเสนอของหนังควรค่าแก่การพูดถึง แต่ไม่ได้ตอบว่าใครมาดู พวกเขาเชื่ออะไร หรือชีวิตทางจิตวิญญาณของเกาหลีกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
บทสนทนาต่อจากนี้อาจเริ่มที่ฉากหนึ่งหรือการตัดสินใจในการสร้าง แล้วตามไปยังแหล่งข้อมูลที่ระบุได้ วิธีนี้เปิดให้ทั้งชื่นชมและตรวจสอบได้พร้อมกัน แทนที่จะให้ยอดขายบัตรอธิบายประเพณีทั้งชุด เราอาจถามว่าหนังทำให้เราอยากเข้าใจอะไรอย่างจริงจังขึ้น